การใช้ AR กับกิจกรรม RC (Route Check)
Route Check หรือ RC เป็นกิจกรรมยอดนิยมที่มักใช้เพื่อให้เกิดการเดินทางจากสถานที่นึงไปอีกสถานที่นึง หรือใช้ในงานอีเว้นท์เพื่อให้คนที่มาร่วมงาน ได้เดินทั่วงาน เป็นการให้ผู้ที่มาเดินในงานหรือร่วมกิจกรรม ได้สำรวจโดยรอบ เราสามารถประยุกต์ใช้ AR เพื่อขยายความสนุกสนานในรูปแบบใหม่
การที่เราจะใช้ AR เราต้องมีความพร้อมก่อน เช่น การใช้งานแอปพลิเคชัน Recall แล้วใช้การสแกนมาร์คเกอร์ หรือการใช้ QR Code เพือเข้าถึงคอนเทนต์ใน Recall ศึกษาเรื่องการใช้ QR Code ใน Recall คลิก
ด้านบนเป็นตัวอย่างการใช้ QR Code ทดแทนมาร์คเกอร์
การใช้ QR Code สามารถทำให้เป็นรหัสลับ เพราะเราไม่สามารถอ่านด้วยตาเปล่าแล้วจะรู้ว่ามีอะไรแฝงอยู่ด้านใน การใช้อะไรแบบนี้มันจะต้องใช้สมาร์ทโฟนสแกน ถ้าลูกค้ายังไม่มีแอปพลิเคชัน Recall ระบบจะเด้งไปให้ดาวน์โหลด แอป Recall ก่อนแต่ถ้ามีแอปพลิเคชัน Recall แล้วจะเปิดเนื้อหาใน Recall ได้ทันที เช่น ถ้าเราต้องการให้ผู้ใช้งานได้คำใบ้ หรือ คำปริศนาในจุดแรกเป็นรูปผลแอปเปิ้ล ผู้ใช้ก็จะได้รหัสลับนี้ไปคิดก่อนว่าคำเฉลยคืออะไร และจุดต่อ ๆ ไปก็จะมีปริศนาไปเรื่อย ๆ
สมมุติว่าเรามีจุดที่ใช้สแกนในงาน 10 จุด ผู้ใช้งานก็จำเป็นที่จะต้องเดินไปให้ทั่วงาน
เป็นแปลนงานสมมุติที่จำลองการเดินของลูกค้าที่มาเข้างาน แต่ในความเป็นจริงลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินเรียงกันก็ได้ เพียงแต่ต้องสแกนให้ครบทั้ง 10 จุด จึงจะตอบคำถามได้เพื่อชิงรางวัล
เราสามารถออกแบบคำถาม คำตอบได้อย่างง่าย ๆ และอิสระ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเกิดความสนุกสนาน สามารถแทรกรูปหรือแทรกวีดีโอ รวมไปถึงโมเดล 3 มิติ
และเรายังสามารถประยุกต์ไปใช้กับกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกหลากหลายรูปแบบอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ โดยสามารถปรึกษาทางทีมงานของ Recall ได้
ติดต่อ คุณโจ 0637896694 illusion.thai@gmail.com
เมื่อเราไม่สามารถไปโรงเรียนได้ในยุคโควิด 19 แบบนี้ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีทางออก ในหลายรูปแบบที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี AR ที่สามารถเข้ามาพลิกวงการ การศึกษาได้เป็นอย่างดี เหตุเป็นเพราะ การจำลองแบบต่าง ๆ เช่น โครงสร้างอะตอม หรือ การทดลองทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน สามารถทำเป็น อนิเมชัน 3 มิติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและต้นทุนในการผลิตนั้นถูกกว่า เมื่อ AR ถูกสร้างเป็นแอปพลิเคชัน การให้นักเรียนทั้งประเทศดาวน์โหลดใส่สมาร์ทโฟนเป็นขั้นตอนที่ฟรีและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างกับการผลิตวัสดุอุปกรณ์ในการเรียนแบบที่จับต้องได้ ถ้าเราต้องซื้อแบบจำลองหลาย ๆ อย่างให้กับนักเรียนมันจะกลายเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองมากเกินไป แต่ใช้เทคโนโลยี AR จึงสามารถตอบโจทย์เรื่องนี้แบบ 100% เพราะการผลิตครั้งเดียวสามารถกระจายไปยังนักเรียนได้ทันที อีกทั้งเนื้อหาของบทเรียนยังสามารถออกแบบมาจากส่วนกลางทางการศึกษาที่มีเนื้อหาถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันของ สสวท. เพื่อให้นักเรียนสามารถสแกนที่หนังสือเรียน เพื่อเห็นเนื้อหาจากรูปในหน้าหนังสือ กลายเป็นโมเดล 3 มิติ จะเห็นได้ว่า ผู้เรียนสามารถดูเนื้อหา 3 มิติ ได้อย่างง่ายดาย
ตัวอย่างเป็นแอพลิเคชันของ สสวท ชื่อ วิทย์ ประถม สำหรับนักเรียนในระดับประถมชั้น ป1-ป6
ภาพตัวอย่างเป็นบทเรียน ลมบก – ลมทะเล
บทเรียนเรื่องการสั้นของส่อมเสียง ที่ผู้เรียนสามารถเห็นการเดินทางของเสียง
จากตัวอย่างข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทเรียนของ สสวท. ที่ประสบความสำเร็จ ที่นักเรียนทั่วทั้งประเทศไทย สามารถใช้ประกอบการเรียน โดยเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกคัดกรอง และดูแลอย่างดีจากนักวิชาการของ สสวท.
ติดต่อ 0637896694 คุณโจ
illusion.thai@gmail.com
ดูผลงานเพิ่มเติม https://www.myrecall.app/portfolio/
Recall สามารถตอบโจทย์กิจกรรมการตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะมีความง่ายและรวดเร็วในการใช้งาน พร้อมรองรับการผลิต Content สำหรับ AR แบบ One Stop Service
ทำความรู้จักเทคโนโลยีความจริงเสริม AR (Augmented Reality) เพื่อให้กระจ่างกันดีกว่าครับ
อันดับแรกเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันมีอยู่ในสมาร์ทโฟนแทบทุกเครื่อง ยิ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ แล้วนั้นเรียกได้เลยว่าเทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ AR เป็นจุดขายเลยก็ว่าได้
เทคโนโลยีความจริงเสริมคืออะไร
มาจาก Augmented Reality ซึ่งคำว่า Augmented แปลว่าเสริม ส่วน Reality แปลว่าความเป็นจริง
คราวนี้เราจะมาเสริม อะไรและมันจะเป็นจริงได้ยังไง จะอธิบายสั้น ๆ ได้แบบนี้ครับ คือการที่เรานำเอาภาพจริง ๆ จากกล้อง ไม่ว่าจะเป็นกล้องวีดีโอ หรืออื่นใดที่สามารถส่งภาพของจริงมาได้ และประมวลผลร่วมกันกับภาพกราฟิก หรือ เรียกว่าภาพดิจิตอลซ้อนทับกันเข้าไปในภาพจริง เราจึงเรียกการกระทำแบบนี้ได้ว่า AR หรือความเป็นจริงเสริมนั้นเองครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วในอดีตจนถึงปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีนี้ก็มีมานานพอสมควร แต่อาจจะไม่ได้แพร่หลายแบบในปัจจุบัน เราลองมาย้อนดูกันก่อนดีกว่าครับว่าเจ้าเทคโนโลยี AR เราเริ่มใช้จากอะไรกันบ้าง
เทคโนโลยีความจริงเสริมช่วง ปี 1950-1960
1961: Comeau และ Bryan วิศวกรของ Philco Corporation สองคนนี้ได้สร้างจอแสดงผลแบบ สวมศีรษะ (HMD) ตัวแรกที่เรียกว่า Headsight จอแสดงผลมีหน้าจอวิดีโอสองหน้าจอสำหรับดวงตาแต่ละข้าง และอุปกรณ์ติดตามแม่เหล็ก
เทคโนโลยีความจริงเสริมช่วง ปี 1960-1970
1968: Ivan Sutherland ศาสตราจารย์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของฮาร์วาร์ดได้ประดิษฐ์จอแสดงผลแบบสวมศีรษะ VR / AR เครื่องแรกที่เรียกว่า ‘The Sword of Damocles’
1978: พัฒนาโดย MIT Aspen Movie Map ใช้รูปถ่ายที่ถ่ายจากรถในเมือง Aspen รัฐโคโลราโดเพื่อมอบสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าประสบการณ์ “Surrogate Travel” แก่ผู้ชม
1985: ไมรอน ครูเกอร์ นักวิจัยและศิลปินด้านคอมพิวเตอร์ได้สร้างห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต โดยตั้งชื่อว่า “Videoplace” ซึ่งสร้างใช้งานด้านเทคโนโลยีความจริงเสริม
เทคโนโลยีความจริงเสริมช่วง ปี 1990-2000
1991: The Virtuality Group เปิดตัวอุปกรณ์เล่นเกม และเครื่องอาร์เคดที่นำเทคโนโลยี VR สู่สาธารณชนโดยทั่วไป ผู้เล่นจะสวมแว่นตาเสมือนจริงและเล่นเกมที่สมจริงแบบเรียลไทม์ วิดีโอเกม VR บางส่วนเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมเสมือนจริงแบบหลายผู้เล่น
1995: Nintendo Virtual Boy เปิดตัวเป็นคอนโซลพกพาเครื่องแรกที่สามารถแสดงกราฟิก 3 มิติได้ มันเป็นความล้มเหลวเนื่องจากราคาที่แพง และขาดกราฟิกที่ยังไม่ดีพอ
1999 : NASA สร้างระบบการมองเห็นสังเคราะห์แบบไฮบริดของยานอวกาศ X-38 ระบบนี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AR เพื่อช่วยในการนำทางที่ดีขึ้นในระหว่างเที่ยวบินทดสอบ ระบบการมองเห็นสังเคราะห์แบบไฮบริดโดยใช้ AR ที่ NASA องค์ประกอบความเป็นจริงยิ่งแสดงข้อมูลแผนที่บนหน้าจอของนักบิน
2009 : นิตยสาร Esquire ใช้ความเป็นจริงเสริมในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นครั้งแรก เพื่อพยายามทำให้มีชีวิตชีวา เมื่อผู้อ่านสแกนหน้าปกนิตยสารที่มีเทคโนโลยีความจริงเสริมนี้
ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเทคโนโลยีความจริงเสริมได้ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างมากในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง, การศึกษา, กีฬา, ศิลปะ และอื่น ๆ อีกมากมายยกตัวอย่าง ตามวีดีโอด้านล่าง
ศึกษาข้อมูลของ AR เพิ่มเติม https://www.myrecall.app/portfolio/
การที่เทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ AR (Augmented Reality) มีระบบ Interactive หรือที่เรียกว่าระบบปฏิสัมพันธ์เชิงตอบโต้ เป็นเรื่องที่สำคัญหรือเรียกได้ว่าเป็นจุดขายอีกอย่างนึง ที่ทำให้ตัว AR มันดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยจะอธิบายเป็นภาพเชิงโยงเส้นได้แบบนี้ครับ
จากโครงสร้างของภาพด้านบนจะอธิบายง่าย ๆ แบบนี้ครับคือ สามารถสร้างเมนู เพื่อเชื่อมโยงไปยังวีดีโออื่นๆ ได้ หรือจะมีเมนูเพื่อคลิกแล้วไปยังเว็บไซต์ก็ได้ และยังมีเมนูเพื่อสุ่มวีดีโอได้มากกว่า 2 วีดีโอได้ โดยเป็นการสุ่มเสมอ
จากรูปแบบของผังด้านบนจะเห็นได้ว่า เราสามารถทำให้วีดีโอลำดับที่ 1 มีเมนูเพื่อเชื่อมโยงไปยังวีดีโอลำดับที่ 2, 3 และ 4 ได้ โดยในวีดีโอที่ 1 อาจจะออกแบบให้มีลักษณะของปุ่ม หรือ เมนูฝังไว้ในวีดีโอเลย หรือ จะออกแบบเป็นภาพแล้วเอามาวางในวีดีโอที่ 1 อีกทีก็ได้ (ข้อดีของการแยกวีดีโอคือ สามารถที่จะกำหนดการเข้าออก ด้วยอนิเมชัน เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานกดเมนูก่อน)
เมื่อเราคลิกเพื่อไปเล่นวีดีโอลำดับที่ 2 แล้ว เราสามารถเพิ่มเมนูเพื่อกลับมาที่ วีดีโอลำดับที่ 1 ได้ เหมือนกับการไปกลับ
วีดีโอลำดับที่ 3 สามารถที่จะเพิ่มเมนูเพื่อคลิกไปยังเว็บไซต์ได้ หรืออาจจะเป็นไมโครไซต์เพื่อแสดงโปรโมชั่นหรือรับคูปอง หรือไปที่ใด ๆ ก็ได้ที่เป็น URL
และวีดีโอลำดับที่ 4 คือจะมีเมนูเพื่อกดไปยังการสุ่มวีดีโอ โดยวีดีโอที่สุ่มได้นั้นจะมีวีดีโอทั้งหมด 4 วีดีโอ โดยระบบสุ่มของ Recall สามารถที่จะสุ่มตัวไหนก็ได้ที่เราตั้งว่าไว้ หรือใส่ไว้ในรายการ โดยยังสามารถเพิ่มลดน้ำหนักในการสุ่มออกมาได้อีกด้วย เช่น ภาพด้านล่าง
จากภาพจะเห็นว่าสามารถที่จะใส่น้ำหนักได้ไม่เท่ากัน โดยถ้าตัวไหนมีค่ามากกว่าตัวอื่น ๆ การสุ่มจะออกเป็นตัวที่มีน้ำหนักมากกว่าปล่อยครั้ง จากตัวอย่างจะเห็นว่า วีดีโอลำดับที่ 8 มีการใส่ค่าการสุ่ม เป็น 3 ซึ่งมากกว่าวีดีโอลำดับอื่น ๆ หรือถ้าเราต้องการให้สุ่มแล้วสามารถที่จะใส่ค่าเป็น 1 ได้ เพื่อให้การสุ่มมันมีค่าประมาณเท่า ๆ กัน
จากโครงสร้างทั้งหมดเราสามารถที่จะออกแบบลูกเล่นของการ Interactive ให้เป็นยังไงก็ได้ในโครงสร้างที่ Recall ลองรับ ไม่จำเป็นต้องอิงกับภาพตัวอย่างด้านบนโดยสามารถดูลูกเล่นตามภาพด้านล่างนี้
และนี้คือโครงสร้างแบบง่าย ๆ ที่เราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ Interactive ในระบบ AR ทำงานอย่างไร
หากจะพูดถึงเทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า AR (Augmented Reality) ส่วนใหญ่จะมองไปที่คอนเทนต์ประเภทโมเดล 3 มิติ เป็นหลัก หรือการใส่วีดีโอธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนั้น แต่คราวนี้ ลูกค้าของ Recall มักจะชอบอะไรที่แปลกใหม่ และแปลกตา สะดุดตาเมื่อได้ใช้งาน ทาง Recall เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เสมอ โดยคราวนี้เราจะมาพูดถึงการใช้วีดีโอโปร่งใส และหน้าที่การทำงานของมัน ว่าทำงานอย่างไร
วีดีโอธรรมดา
ถ้าพูดถึงวีดีโอธรรมดา คนส่วนใหญ่อาจจะงง ๆ ว่ามันเป็นยังไง โดยจะยกตัวอย่างว่า มันก็คือวีดีโอที่เราดูใน youtube กันนั้นแหละครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีอัตราส่วนที่เป็น 16:9 จะขนาดเป็น HD หรือ 4K หรือ 8K ก็อีกเรื่องนึง ถ้าเกิดเราไปเปิดในโทรศัพท์มือถือรุ่นที่หน้าจอยาวกว่าปกติ หรือยาวมาก ๆ ขอบของวีดีโอจะเป็นสีดำซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก ๆ เว้นแต่แอปพลิเคชันนั้น ๆ จะมีฟังชั่นการซูมเพื่อขยายคอนเทนต์วีดีโอให้เต็มหน้าจอแต่มันจะแหว่งไปบางส่วนตามความยาวของหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
วีดีโอโปร่งใส
หากจะพูดถึงวีดีโอโปร่งใสแล้วนั้น หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันเป็นยังไง ผมจะอธิบายสั้น ๆ แบบนั้นละกันครับ กล่าวคือวีดีโอโปร่งใสอาจจะไม่ได้พบเห็นได้ตาม youtube หรือเว็บไซต์ เพราะว่ามันไม่รองรับนั้นเองครับ ปกติก็จะเป็นพื้นสีดำหรืออื่น ๆ อารมณ์มันก็จะเหมือนกันไฟล์รูป jpg กับ png ที่รองรับความโปร่งใส หรือไม่โปร่งใส วีดีโอธรรมดาก็เหมือนไฟล์รูป jpg ส่วนวีดีโอโปร่งใสจะเป็นไฟล์ png นั้นเองครับ
เมื่อเทียบกันง่าย ๆ แบบนี้จะได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นการสร้างคอนเทนต์วีดีโอสำหรับ AR มันจะมีพื้นหลังเป็นสีที่เราเลือกไว้ เช่น ในตัวอย่างเป็นสีดำ ส่วนวีดีโอโปร่งใสมันจะเป็นแบบทะลุเลย ไม่มีสีใด ๆ ใส่อยู่ตรงนั้น เราสามรถสร้างสรรค์วีดีโอที่มีเทคนิคได้อย่างง่ายดาย
นามสกุลไฟล์สำหรับวีดีโอโปร่งใส
โดยปกติไฟล์ที่ Recall จะใช้จะเป็น MOV ประเภท Animation (aRGB หรือ เรียกว่าไฟล์แบบที่มี Alpha นั้นเอง) ขนาดไฟล์อาจจะใหญ่ซักหน่อยแต่ไม่ใช่ปัญหาครับ
ตัวอย่างการตั้งค่า Export ของโปรแกรม After Effect เพื่อให้ได้วีดีโอโปร่งใส
ถ้าพูดถึงงานด้านคอนเทนต์แล้วหลักๆ จะมีอยู่ 3 ประเภทในแอปพลิเคชัน Recall ที่เป็นเทคโนโลยีความจริงเสริม หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า AR (Augmented Reality) จุดเด่นแรกนั้นคือ การที่ผู้เล่นนั้นเปิดแอปพลิเคชัน ขึ้นมาแล้วสแกนที่ภาพจุดเครื่องหมายระบุตำแหน่ง หรือชื่อสั้นๆ คือ ภาพมาร์คเกอร์ หรือ มาร์คเกอร์ คอนเทนต์ที่นิยมทำกันในช่วงแรกคือ การนำเอาโมเดล 3 มิติ มาแสดง เพราะถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และหวือหวา แต่เนื่องด้วยว่าการสร้างคอนเทนต์ที่เป็น 3 มิติ ยังไม่สามารถทำให้ดูสมจริงได้ จึงจำเป็นที่จะเอาใช้คอนเทนต์ประเภทของวีดีโอเข้ามาเพื่อช่วยอธิบาย ให้เห็นภาพมากขึ้นและสมบูรณ์มากขึ้น ในการสื่อสารกับผู้รับชม แต่การที่เราจะใช้เทคโนโลยีความจริงเสริม เพื่อเล่นวีดีโอ อาจจะได้ความหวือหวา แต่ขั้นตอนยุ่งยาก จะอธิบายได้ดังนี้
ขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีความจริงเสริมเพื่อแสดงผลวีดีโอ
จะเห็นว่าเราต้องใช้มากถึง 4 ขั้นตอนกว่าจะได้ดูวีดีโอที่ถูกแสดงบนเทคโนโลยีความจริงเสริม แต่ถ้าเราใช้ QR Code ซึ่งจะลดขั้นตอนลงไปได้ถึง 2 ขั้นตอน ในการรับชมวีดีโอ
ขั้นตอนการสแกน QR Code เพื่อสแกนดูวีดีโอ
และหากเปรียบเทียบการใช้ AR กับ QR Code ผู้ดูวีดีโอจะได้รับวีดีโอเดียวกัน สารที่ได้รับเหมือนกันไม่มีความแตกต่างกัน จึงคิดว่าการที่เรามีแค่วีดีโอธรรมดาแล้วให้ผู้ใช้งานต้องดาวน์โหลดพลิเคชันจะเป็นการทำให้ยุ่งยากเปล่า ๆ
วีดีโอโปร่งใสคือพระเอก
จากที่เล่ามาข้าวต้นจะเห็นว่าการใช้ AR เพื่อแสดงคอนเทนต์วีดีโอเฉย ๆ ดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ เราก้าวไปอีกขั้นของการแสดงผลวีดีโอ ด้วยวีดีโอโปร่งใสจะดีกว่า เพราะว่าเราสามารถเลือกส่วนที่ต้องการแสดงผลได้ จะมีการจางหายในส่วนใด และที่พิเศษที่สุดคือในแอปพลิเคชัน Recall ยังสามารถนำเอาวีดีโอโปร่งใสไปรวมอยู่ร่วมในพื้นผิวของโมเดล 3 มิติ ได้อีกด้วย ทีนี้โมเดลสามมิติที่ดูแห้งๆ ไม่น่าสนใจ จะกลับมามีชีวิตชีวามากกว่าเดิม หรือ เราสามารถที่จะออกแบบตำแหน่งการจัดวางไว้ตรงไหนก็ได้ในคอนเทนต์ รวมถึงการเล่นลูกเล่นผสมผสานกันกับโมเดล 3 มิติ
การที่เราใช้โมเดล 3 มิติผสมผสานกับวีดีโอมีข้อเสียอยู่เล็กน้อย กล่าวคือ ขนาดของไฟล์วีดีโอโปร่งใส จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าโมเดล 3 มิติมากอยู่หลายเท่าตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของวีดีโอ ขนาดของไฟล์วีดีโอ เสียงประกอบในวีดีโอ และ การเข้ารหัสของไฟล์วีดีโอ ฉะนั้นทาง Recall จึงแนะนำว่าควรมีความยาวอยู่ที่ 10-20 วินาที เพื่อไม่ให้ไฟล์ใหญ่เกินไป แต่ถ้าเป็นเทคนิคที่ต้องการจะเล่นแบบจริงจัง จะให้มีขนาดเป็น 100Mb ทาง Recall ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดนี้แต่อย่างใด แต่กลัวจะกระทบกับผู้ใช้งานมากกว่า ที่อาจจะไม่รองรับแล้วเกิดปัญหากระตุก หรืออย่างเลวร้ายคือแอปพลิเคชันปิดตัวลงไปเอง
เมื่อเปรียบเทียบวีดีโอธรรมดาแล้ว จะดูเฉยไปเลย เมื่อเทียบกับการใช้วีดีโอโปร่งใส เพื่อพื้นหลังของกล้องจะกลายเป็นพื้นหลังของวีดีโอ ผู้เล่นสามารถที่จะเอาตัวเองเข้าไปใส่ร่วมกับเจ้าลิงนี้ได้
และจากตัวอย่างที่มีการใช้วีดีโอโปร่งใสได้ ทำให้มีการประยุกต์ใช้ วีดีโอโปร่งใสกับพิพิธภัณฑ์ เช่น ART IN PARADISE เพื่อเสริมความสนุกลงไปในพิพิธภัณฑ์ และการเป็นจุดขายใหม่ที่น่าสนใจมาก ๆ นักท่องเที่ยวจำนวนมากไปเพื่อที่จะถ่ายวีดีโอโดยใช้ AR เสริมความสนุก
ตัวอย่างพรีเซ็นของ ART IN PARADISE
ในปี 2021 เทคโนโลยี AR เป็นอะไรที่กำลังฮิตอย่างมาก เพราะเป็นความบันเทิงรูปแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นอะไรที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอะไรก็ตาม โดยเฉพาะผู้ใช้งานในปัจจุบันแทบทุกคนมีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ทำให้การใช้งานเทคโนโลยี AR นั้นง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก สังเกตุได้ว่าในแอปพลิเคชั่นประเภทถ่ายรูปนั้น จะมีฟิวเตอร์ AR แถมมาด้วยแทบทุกโปรแกรม ถ้าโปรแกรมไหนไม่มีเรียกได้เลยว่าตกเทรนด์นี้แน่นอน และจากหัวข้อการใช้ AR กับการท่องเที่ยวเราจะมาดูกันว่าสามารถเข้าไปช่วยอะไรได้บ้าง
Art in Paradise กับการใช้งาน AR
ยกตัวอย่างของสถานที่ ที่มีการเพ้นท์ หรือ เรียกว่า สตรีทอาร์ทนั้น AR สามารถเข้าไปช่วยได้อย่างมาก ดูจากตัวอย่างลูกค้าของ Recall เป็นต้น ที่เอาเทคโนโลยี AR เข้าไปใช้ได้อย่างชาญฉลาดสถานที่นั้นคือ Art in Paradise ที่มีภาพวาดบนกำแพงอยู่แล้วจำนวนมาก ประกอบเข้าไปกับเทคโนโลยี AR ทำให้เกิดความสนุกรูปแบบใหม่ได้ เพียงผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นก่อนเข้าใช้บริการ และสแกนที่ภาพที่มี AR อยู่ ความสนุกจากภาพนิ่งกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงประกอบ หรือ เพลงได้ในทันที
วีดีโอตัวอย่างของการใช้งาน AR กับภาพบนกำแพง
ถ้าดูตัวอย่างจากวีดีโอของ Art in Paradise แล้วจะเห็นว่าการถ่ายรูปแบบเก่าที่เป็นรูปนิ่งจะดูธรรมดาไปเลย เมื่อเทียบกับการใช้งาน AR ด้วย เพราะจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ เช่น มังกรพ่นไฟ, นางฟ้าบินมารอบตัวเรา หรือเอฟเฟคอื่น ๆ อีกมากมาย นี้เป็นเพียงตัวอย่างนึงที่สามารถไปประยุกต์ใช้กับงานแนสตรีทอาร์ทได้อย่างง่ายเดีย และเราสามารถให้ศิลปินออกแบบลูกเล่นใหม่ ๆ ได้อีกเพียบเลย
อีกสถานที่ ที่มีชื่อเสียงด้วยการใช้งานเทคโนโลยี AR คือ สถานทีวัดมังกร โดยเนสกาแฟ ที่เป็นผู้ได้นับแนวคิดมากจาก Art in Paradise และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานที่ โดยทางบริษัท อิลูชั่นฯ ได้เป็นผู้ร่วมพัฒนาแนวคิดนั้นให้ออกมาเป็นความจริง และเพิ่มความสนุกในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกร
ตัวอย่างคลิปวีดีโอจากการใช้งานเทคโนโลยี AR ในสถานีรถไฟฟ้าวัใต้ดินวัดมังกร
จากภาพที่สวยอยู่แล้วของสถานีวัดมังกร จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเราใส่เทคโนโลยี AR เข้าไป ประชาชนที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินได้รับไปเต็ม ๆ จนมีผู้คนมากมายมายืนเล่นอีกจำนวนมาก ช่วงที่เปิดให้เล่นใหม่ ๆ มีคนเข้ามาใช้งานเกือบ 500,000 ครั้ง ต่อเดือนเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเป็นแบรนด์สินค้าแล้วใช้เทคโนโลยี AR จะทำให้คนได้รับการจดจำแบรนด์ได้อย่างง่ายดาย และเป็นการแชร์วีดีโอต่อ ๆ กันไปในโลกโซเชียลจำนวนมาก รวมถึงรูปแบบปากต่อปาก อีกเช่นกัน ที่ทำให้ผู้ใหญ่เข้ามาเล่นกัน โดยมี youtuber จำนวนมากเข้าไปเล่นและรีวิวเอาไว้ในโลกโซเชียลจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี AR นั้นมีประโยชน์จริง ๆ ในยุคปัจจุบัน
หรือจะเป็นรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถเอา AR เข้าไปประยุคใช้ได้อย่างดีเช่นกัน เช่น วัดเทพธิดาราม ที่สามารถเอาเทคโนโลยี AR เข้าไปใช้งาน โดย ณ ที่วัดแห่งนี้เป็นวัดที่สุนทรภู่เคยจำวัดอยู่สมัยเป็นเมื่อบวชเป็นพระ โดยการใช้นักแสดงถ่ายบน Green Screen แล้วลบพื้นหลังออกจำลองบรรยากาศในสถานที่จริง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอร่วมเหมือนอยู่ในสถานที่เดียวกัน
ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี AR ในพิพิธภัณฑ์ ที่วัดเทพธิดาราม
จากบทความนี้ถ้าได้อ่านและทำความเข้าใจเทคโนโลยี AR แล้วนั้นจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยี AR นี้สามารถที่จะเอาไปต่อยอดได้อีกมากมาย จะเพื่อความบันเทิง หรือ อื่น ๆ จะเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในสถานที่ หรือจะเป็นเพื่อต่อยอดงานศิลปะก็ย่อมได้ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูลด้านเทคโนโลยี AR อยู่ไม่มากก็น้อย
นิติคุณ ยุกตะนันท์
joe@myrecall.app